ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวลูกไม้สีขาวถูกปลดออกและร่วงหล่นลงบนตัก

 เผยให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทันทีที่สายตาของผมปะทะเข้ากับใบหน้านั้น ลมหายใจของผมก็สะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่วขณะ

ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมบนเตียงวิวาห์ ไม่ใช่คุณหญิงดารินทร์ม่ายวัยหกสิบปีที่ผมเคยพบ! แต่เธอคือหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับผม ดวงตาของเธอกลมโตและสุกสกาวประดุจดวงดาว ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อรับกับจมูกโด่งรั้น โครงหน้าของเธอสวยงามหมดจดราวกับรูปสลักของเทพธิดา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดไร้ที่ติ แววตาของเธอมีความประหม่าและตื่นตระหนกไม่ต่างไปจากผมเลยแม้แต่น้อย

“ค… คุณเป็นใคร! เกิดอะไรขึ้นที่นี่ คุณหญิงดารินทร์ไปไหน!” ผมถอยกรูดหลังชนผนังห้องตะโกนถามด้วยความสับสนขั้นสุด มือทั้งสองข้างสั่นเทา

หญิงสาวตรงหน้าสูดลมหายใจลึก เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดเจ้าสาวสีขาวขับให้ร่างอรชรของเธอชวนมองยิ่งขึ้น เธอเดินเข้ามาหาผมช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น

“ฉันชื่อ ‘อลิน’… เป็นลูกสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของคุณหญิงดารินทร์ค่ะคุณนนท์”

คำตอบนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงมากลางกะโหลก ผมเบิกตากว้าง “ลูกสาว? แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ในชุดเจ้าสาว… ทำไมคนที่จดทะเบียนสมรสกับผมถึงไม่ใช่คุณหญิง!”

อลินยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าและรวดร้าวอย่างลึกซึ้ง “คุณนนท์คะ… ทะเบียนสมรสที่คุณเซ็นชื่อไปเมื่อเช้า คุณไม่ได้จดทะเบียนกับคุณแม่ดารินทร์หรอกค่ะ แต่คุณจดทะเบียนสมรสกับฉัน ‘ดารินทิรา’ หรืออลิน… คุณแม่ใช้เส้นสายทางกฎหมายและอำนาจทั้งหมดที่มี ปิดบังชื่อจริงของฉันไว้ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าคุณกำลังแต่งงานกับท่าน… และเพื่อให้คนทั้งโลกเข้าใจแบบนั้นเช่นกัน”

“ทำไม… ทำไมต้องหลอกผมแบบนี้” ผมถามเสียงแผ่ว ความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด

“เพราะมันคือทางเดียวที่จะรักษาชีวิตของฉันไว้ได้ค่ะ” น้ำตาหยดใสกลิ้งหล่นจากหางตาของอลิน เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ปลายเตียงและเริ่มเล่าความจริงที่โหดร้ายที่สุดให้ผมฟัง

คุณหญิงดารินทร์ไม่ได้มีสุขภาพแข็งแรงอย่างที่ใครๆ เห็น ภายนอกท่านอาจจะดูเป็นเศรษฐินีทรงอำนาจ แต่แท้จริงแล้วท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายและมีเวลาเหลือบนโลกนี้อีกไม่ถึงสามเดือน สิ่งที่เลวร้ายกว่าโรคร้าย คือบรรดาญาติพี่น้องและน้องชายต่างมารดาของคุณหญิง ที่จ้องจะฮุบสมบัติมูลค่าหลายหมื่นล้าน พวกมันเคยวางยาพิษอลินจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสองปีก่อน ทำให้คุณหญิงต้องส่งลูกสาวคนเดียวไปซ่อนตัวอยู่ต่างประเทศและปิดข่าวเงียบ

เมื่อคุณหญิงรู้ตัวว่ากำลังจะตาย ท่านรู้ดีว่าพวกญาติทรยศจะต้องตามล่าอลินเพื่อฆ่าปิดปากและยึดมรดกทั้งหมด ท่านจึงต้องหา ‘โล่มนุษย์’ หาผู้ชายสักคนที่จะมาเป็นสามีทางกฎหมายของอลิน เป็นผู้กุมกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเบี่ยงเบนเป้าหมาย และที่สำคัญที่สุด… ผู้ชายคนนั้นต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ยอมสละได้แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อปกป้องคนที่เขารัก

“คุณแม่ส่งคนไปสืบประวัติของคุณตั้งแต่ตอนที่คุณเก็บกระเป๋าสตางค์ของท่านได้” อลินสะอื้นไห้ “ท่านเห็นความกตัญญูของคุณ เห็นที่คุณยอมถูกครอบครัวแท้ๆ ตัดขาด ยอมถูกชาวบ้านด่าทอเหยียดหยามว่าเป็นผู้ชายหน้าเงิน… เพียงเพื่อแลกกับเงินมารักษาชีวิตแม่ของคุณ คุณแม่บอกฉันว่า ผู้ชายที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีและยอมก้มหน้าแบกรับความอัปยศเพื่อต่อลมหายใจให้บุพการี… คือผู้ชายที่มีเกียรติยศและไว้ใจได้มากที่สุดในโลก”

ผมยืนอึ้ง น้ำตาของลูกผู้ชายรื้นขึ้นมาที่ขอบตา ผมนึกถึงใบหน้าของคุณหญิงดารินทร์ ผู้หญิงวัยหกสิบที่ยอมให้สังคมตราหน้าว่าเป็นเฒ่าหัวงูคลั่งเด็ก เพียงเพื่อจะปกป้องลูกสาวของตนเองจนวาระสุดท้ายของชีวิต ความรักของคนเป็นแม่ช่างยิ่งใหญ่และเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน

“โฉนดที่ดินและสมุดบัญชีที่คุณแม่ให้คุณเมื่อครู่นี้… คือมรดกทั้งหมดที่คุณแม่โอนเป็นชื่อของคุณล่วงหน้าค่ะคุณนนท์” อลินกล่าว “ตอนนี้ตามกฎหมาย คุณคือสามีของฉัน และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด พวกญาติๆ ไม่มีสิทธิ์แตะต้องฉันได้อีก ถ้าพวกเขากล้าทำร้ายฉัน พวกเขาก็จะไม่ได้อะไรเลยเพราะทรัพย์สินอยู่ที่คุณ… คุณนนท์คะ ฉันรู้ว่ามันไม่ยุติธรรมที่ดึงคุณมาเสี่ยงอันตราย แต่คุณคือความหวังเดียวของคุณแม่… ฉันขอร้องล่ะค่ะ ช่วยปกป้องฉันด้วยนะคะ”

อลินลุกขึ้นและทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าผม หญิงสาวผู้เพียบพร้อมและร่ำรวยมหาศาล กำลังก้มหัวขอร้องผู้ชายบ้านนอกธรรมดาๆ อย่างผม

ผมรีบย่อตัวลงไปประคองร่างของอลินให้ลุกขึ้น มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเธอ ความโกรธที่ถูกหลอกลวงมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นและสัญชาตญาณของการปกป้อง ผมจับมือของเธอไว้แน่น

“ผมเคยให้คำสาบานกับคุณหญิงไว้ ว่าผมจะซื่อสัตย์ ดูแล และปกป้องจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของผมจะดับสูญ…” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นที่สุดในชีวิต “และในเมื่อวันนี้ คุณคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม ผมก็จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด ปกป้องคุณด้วยชีวิตของผมเช่นกันครับคุณอลิน”

อลินโผเข้ากอดผมแน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจ ผมกอดตอบร่างที่สั่นเทานั้นอย่างทะนุถนอม แต่ทว่า… ความซาบซึ้งใจกลับอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังกึกก้องมาจากชั้นล่างของคฤหาสน์ ตามด้วยเสียงกระจกแตกกระจายและเสียงกรีดร้องของคนรับใช้ในบ้าน!

ผมและอลินผละออกจากกันด้วยความตกตะลึง ผมวิ่งไปที่หน้าต่างและมองลงไปเบื้องล่าง รถตู้สีดำสามคันพุ่งชนประตูรั้วคฤหาสน์เข้ามาจอดเทียบ ชายชุดดำพร้อมอาวุธปืนครบมือเกือบสิบคนกำลังบุกเข้ามาในบ้าน!

“พวกมันมาแล้ว! คุณอาต้องรู้ความจริงแล้วแน่ๆ ว่าคุณแม่วางแผนสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว!” อลินหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงก

“คุณหญิงล่ะ! คุณหญิงดารินทร์อยู่ไหน!” ผมถามเสียงหลง

“คุณแม่พักอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ค่ะ ท่านส่งฉันมาที่คฤหาสน์ลับแห่งนี้เพื่อเข้าหอกับคุณ… พวกมันกะจะฆ่าเราทิ้งทั้งคู่เพื่อชิงเอกสาร!”

ไม่มีเวลาให้ตื่นตระหนก ผมจำได้ว่าตอนที่นั่งรถเข้ามา คฤหาสน์หลังนี้มีประตูทางออกฉุกเฉินเชื่อมกับป่าด้านหลัง ผมคว้าซองเอกสารสำคัญยัดใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต หันไปคว้าเชิงเทียนทองเหลืองขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งมาเป็นอาวุธ

“อลิน ถอดรองเท้าส้นสูงออก แล้วตามผมมา! ห้ามห่างจากผมเด็ดขาด!” ผมจับมือเธอไว้แน่น

เราสองคนวิ่งออกจากห้องนอนใหญ่ ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ชายชุดดำสองคนก็วิ่งสวนขึ้นบันไดมาพอดี พวกมันเล็งปืนมาทางเรา!

ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ผมพุ่งตัวเข้าชาร์จชายคนแรกอย่างสุดแรง เหวี่ยงเชิงเทียนทองเหลืองฟาดเข้าที่ขมับของมันจนล้มทั้งยืน ชายคนที่สองหันปากกระบอกปืนมา ผมเตะสวนเข้าที่ข้อมือมันจนปืนกระเด็นหลุดมือ แล้วซัดหมัดขวาตรงเข้าที่ปลายคางจนมันร่วงลงไปกองกับพื้น ผมเรียนศิลปะการต่อสู้มวยไทยมาตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันตัวจากการถูกรังแก แต่วันนี้ผมต้องใช้งัดมันออกมาเพื่อปกป้องชีวิตภรรยาของตัวเอง

“ไปเร็ว!” ผมกระชากแขนอลินวิ่งฝ่าความมืดลงมาทางบันไดหนีไฟด้านหลังคฤหาสน์

เสียงฝีเท้าและเสียงสบถของพวกมือปืนดังไล่หลังมาติดๆ เราวิ่งฝ่าความมืดทะลุออกไปทางประตูด้านหลัง บุกป่าฝ่าดงหญ้าที่สูงท่วมหัว รองเท้าของผมเปื้อนโคลน อลินที่วิ่งเท้าเปล่าเหยียบเศษหนามจนเลือดออก แต่เธอไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว เธอบีบมือผมแน่นราวกับผมคือแสงสว่างเดียวในชีวิตของเธอ

“จับพวกมันให้ได้! ถ้ายิงผู้ชายทิ้งได้ก็ยิงเลย แต่เก็บผู้หญิงไว้บังคับให้มันเซ็นโอนมรดกคืน!” เสียงตะโกนของหัวหน้ามือปืนดังแว่วมา

เราวิ่งหนีลึกเข้าไปในหุบเขา จนกระทั่งมาถึงหน้าผาสูงชันที่ตัดขาดเส้นทาง ข้างล่างคือกระแสน้ำเชี่ยวกราก เราหมดทางหนีแล้ว

แสงไฟฉายนับสิบดวงสาดส่องมากระทบหน้าเรา ชายชุดดำหกคนวิ่งเข้ามาล้อมวงพร้อมกับปืนที่เล็งตรงมาที่ผมและอลิน

และคนที่เดินแหวกวงล้อมออกมา คือชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าเหี้ยมเกรียม… เขาคือ ‘เสี่ยทรงพล’ น้องชายต่างมารดาของคุณหญิงดารินทร์ ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงนั่นเอง!

“เก่งมากนะไอ้หนุ่มบ้านนอก ที่อุตส่าห์แบกยัยหลานตัวดีหนีรอดมาได้ไกลขนาดนี้” เสี่ยทรงพลหัวเราะเยาะ “แกคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างพี่ดารินทร์จะเอาชนะฉันได้! ส่งซองเอกสารโอนกรรมสิทธิ์มาให้ฉัน แล้วเซ็นชื่อสละสมบัติซะ ฉันอาจจะเมตตาปล่อยแกกลับไปหาแม่ป่วยๆ ของแก แต่ส่วนยัยอลิน… มันต้องกลับไปชดใช้กรรมกับฉัน!”

อลินตัวสั่น ขยับไปหลบอยู่ด้านหลังผม ผมกางแขนบังร่างของเธอไว้มิดชิด แววตาของผมจ้องมองเสี่ยทรงพลอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ต่อให้ผมต้องตายตรงนี้ ผมก็ไม่มีวันยอมให้คุณแตะต้องภรรยาของผมแม้แต่ปลายก้อย!” ผมประกาศกร้าว

“งั้นแกก็ไปลงนรกซะไอ้สวะ!” เสี่ยทรงพลยกปืนขึ้นเล็งตรงมาที่กลางหน้าผากผม

อลินกรีดร้องและพยายามจะเอาตัวมาบังผมไว้ แต่ผมผลักเธอหลบไปด้านหลัง หลับตาเตรียมรับชะตากรรม…

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังจะมาเยือน…

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนรัวสนั่นหวั่นไหวดังมาจากด้านหลังพุ่มไม้ ไม่ใช่กระสุนที่ยิงมาทางผม แต่เป็นกระสุนที่ยิงเจาะเข้าที่หัวไหล่และขาของลูกน้องเสี่ยทรงพลจนพวกมันล้มกลิ้งร้องโอดโอย!

แสงไฟสปอตไลต์กำลังแรงสูงสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า เฮลิคอปเตอร์สีดำติดตราสัญลักษณ์ของกองปราบปรามอาชญากรรมพิเศษบินโฉบลงมาเหนือหัว พร้อมกับกองกำลังหน่วยสวาท (SWAT) นับสิบนายที่โรยตัวลงมาล้อมจับเสี่ยทรงพลและลูกน้องไว้ทุกทิศทาง!

เสี่ยทรงพลหน้าซีดเผือด ทิ้งปืนในมือ ยืนตัวสั่นงันงก ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นเมื่อถูกปืนกลไรเฟิลจ่อหัว

จากนั้น ร่างของทนายความคนสนิทของคุณหญิงดารินทร์ก็เดินฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่เข้ามา เขาส่งยิ้มให้ผมและอลิน

“ปลอดภัยแล้วครับคุณนนท์ คุณอลิน… คุณหญิงดารินทร์ท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่าเสี่ยทรงพลจะต้องลงมือคืนนี้ ท่านจึงร่วมมือกับท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซ้อนแผนปล่อยข่าวให้พวกมันบุกมาที่นี่ เพื่อจับกุมพวกมันพร้อมหลักฐานการพยายามฆ่าและกรรโชกทรัพย์แบบคาหนังคาเขาครับ!”

เมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น อลินก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอโผเข้าสวมกอดผมแน่นจนตัวลอย ผมกอดร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตาของเธอไว้ ลูบผมเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ค่ำคืนที่แสนยาวนานและอันตรายที่สุดในชีวิตได้ผ่านพ้นไปแล้ว

หลายเดือนต่อมา…

เหตุการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย เสี่ยทรงพลและพรรคพวกถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการลดโทษ ทรัพย์สินและอำนาจทั้งหมดตกเป็นของผมและอลินอย่างสมบูรณ์ คุณหญิงดารินทร์จากโลกนี้ไปอย่างสงบในห้องพักวีไอพีของโรงพยาบาล โดยมีผมและอลินจับมือท่านไว้จนวินาทีสุดท้าย ท่านจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่รู้ว่าลูกสาวของท่านปลอดภัยและฝากฝังไว้กับผู้ชายที่ไว้ใจได้

ส่วนเรื่องครอบครัวของผม… เมื่อข่าวการแต่งงานและการกลายเป็นมหาเศรษฐีของผมดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศ พี่ชายและแม่ของผมที่เคยขับไล่ไสส่งผมอย่างหมูอย่างหมา ต่างแห่กันมาคุกเข่าร้องไห้กราบกรานหน้าประตูคฤหาสน์เพื่อขอแบ่งปันเงินทองและขอให้ผมกลับไปเป็นครอบครัว พวกเขาอ้างคำว่า ‘สายเลือด’ และ ‘ความเป็นแม่ลูก’

แต่บาดแผลที่พวกเขาฝากไว้ในใจผม มันลึกเกินกว่าจะลบเลือน ผมสั่งให้บอดี้การ์ดโยนเงินสดก้อนหนึ่งให้พวกเขาเพื่อถือเป็นการตัดขาดบุญคุณอย่างเด็ดขาด และสั่งห้ามไม่ให้พวกเขามาเหยียบที่คฤหาสน์นี้อีกตลอดชีวิต

ในขณะที่แม่บุญธรรมของผม (แม่ที่ผมหาเงินไปรักษา) หายป่วยเป็นปลิดทิ้งและย้ายมาอยู่กับผมในคฤหาสน์ ท่านรักและเอ็นดูอลินเหมือนลูกสาวแท้ๆ

เย็นวันหนึ่ง ท่ามกลางสวนดอกกุหลาบที่บานสะพรั่ง ผมยืนกอดเอวอลินจากด้านหลัง มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า อลินเอนศีรษะซบลงบนลาดไหล่ของผม

“ขอบคุณนะคะนนท์… ที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อปกป้องฉันในวันนั้น” อลินกระซิบเสียงหวาน

ผมจุมพิตลงบนขมับของเธออย่างแสนรัก “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณและคุณแม่… ที่ทำให้ชีวิตของผู้ชายไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้ มีคุณค่าและมีความหมายขึ้นมา”

การตัดสินใจแต่งงานที่เริ่มต้นจาก ‘การชดใช้หนี้ชีวิต’ และถูกตราหน้าว่าเป็นความน่าอับอาย บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่บริสุทธิ์ แข็งแกร่ง และลึกซึ้งเกินกว่าที่เงินตราหรืออำนาจใดๆ บนโลกใบนี้จะสามารถซื้อหาได้… ตลอดกาล.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *