วิวาห์หนี้ชีวิตกับมหาเศรษฐินีวัยหกสิบ: เมื่อผมยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อทดแทนคุณมารดา

 แต่ความลับใต้ร่มผ้าในคืนเข้าหอกลับพลิกชะตากรรมผมไปตลอดกาล!

ผมชื่อ ‘นนท์’

ในวัยที่เพิ่งจะก้าวพ้นรั้วโรงเรียนและอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ผมได้ตัดสินใจกระทำการที่ยิ่งใหญ่และบ้าบิ่นที่สุดในชีวิต นั่นคือการจดทะเบียนสมรสและเข้าพิธีแต่งงานกับ ‘คุณหญิงดารินทร์’ มหาเศรษฐินีแม่ม่ายที่มีอายุล่วงเลยวัย 60 ปี

การตัดสินใจครั้งนั้นเปรียบเสมือนการโยนตัวเองลงไปในกองเพลิง ผมกลายเป็นขี้ปากและตัวตลกที่คนทั้งหมู่บ้านในต่างจังหวัดต่างพากันนินทา สนุกปาก และหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน แต่สิ่งที่กรีดแทงหัวใจผมจนแหลกสลาย ไม่ใช่คำดูถูกจากคนแปลกหน้า แต่เป็นการตัดขาดอย่างเลือดเย็นจากครอบครัวแท้ๆ ของผมเอง

“ไอ้นนท์! แกมันหน้าเงิน! แกขายศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายไปเกาะคนแก่ใกล้ลงโลงเพื่อหวังจะรวยทางลัดงั้นเหรอวะ!” พี่ชายของผมตะโกนด่าลั่นลานหน้าบ้าน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความขยะแขยง ก่อนที่หมัดหนักๆ จะเหวี่ยงกระแทกเข้าที่โหนกแก้มผมอย่างจังจนผมล้มกลิ้งลงไปคลุกกับพื้นดิน

ผมพยายามจะอ้าปากอธิบาย แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมารดาผู้ให้กำเนิดเดินถือไม้เท้าออกมา ชี้หน้าไล่ผมด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“กูไม่มีลูกชายไร้ยางอายและเห็นแก่เงินแบบมึง! ออกไปจากบ้านของกูเดี๋ยวนี้ และอย่ากลับมาเหยียบที่นี่ให้เป็นเสนียดอีก!”

คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนมีดนับร้อยเล่มที่กรีดลึกลงกลางหัวใจผมจนแทบขาดใจ แต่ผมทำได้เพียงก้มหน้า กัดริมฝีปากจนห้อเลือด และรับฟังคำด่าทอเหล่านั้นอย่างเงียบงัน ผมยอมเดินหันหลังออกจากบ้านมาโดยไม่ปริปากโต้เถียงเลยแม้แต่คำเดียว

พวกเขาไม่มีวันเข้าใจความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง… และผมก็ตั้งใจจะเก็บมันเป็นความลับไปจนตาย

ย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อน ตอนที่แม่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจขั้นวิกฤต หมอบอกว่าแม่ต้องได้รับการผ่าตัดด่วนที่สุด ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 3 ล้านบาท ในตอนนั้น ครอบครัวเราสิ้นหวัง ญาติพี่น้องทุกคนที่เคยไปมาหาสู่ต่างพากันหนีหาย ปิดประตูใส่หน้า ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราเลยแม้แต่บาทเดียว

ในวินาทีที่ผมกำลังจะสูญเสียแม่ไป ‘คุณหญิงดารินทร์’ ผู้ซึ่งผมเคยช่วยเก็บกระเป๋าสตางค์ของเธอที่ทำตกไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ได้ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอแอบจัดการจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด 3 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ในตอนแรก ทำให้แม่ของผมได้รับการผ่าตัดและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

และเมื่อเธอเรียกผมไปพบในภายหลัง พร้อมกับเอ่ยปากขอให้ผมแต่งงานกับเธอ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือการคุ้มครอง ความจงรักภักดี และการเป็นเพื่อนคู่คิดคอยดูแลเธอไปตลอดบั้นปลายชีวิต ผมจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

ผมติดหนี้ชีวิตแม่กับเธอ แม้คนทั้งโลกจะตราหน้าว่าผมเป็นผู้ชายขายตัว เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือเป็นคนหน้าเงินที่น่ารังเกียจ แต่ผมตั้งปฏิญาณกับตัวเองไว้แล้วว่า ผมจะซื่อสัตย์ ดูแล และให้เกียรติผู้หญิงคนนี้ไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของใครคนใดคนหนึ่งจะดับสูญ

งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นส่วนตัว และปิดลับที่สุด ไร้ซึ่งเงาของญาติพี่น้องหรือใครก็ตามจากฝั่งครอบครัวของผม มีเพียงทนายความและคนสนิทของคุณหญิงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นสักขีพยาน

หลังเสร็จสิ้นพิธี รถลีมูซีนคันหรูได้พาผมและคุณหญิงดารินทร์เดินทางรอนแรมมายังคฤหาสน์หรูหลังใหญ่โตที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวและเงียบสงบอยู่กลางหุบเขาลึกในเขาใหญ่ บรรยากาศรอบนอกหนาวเหน็บและถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก

คืนนั้น เมื่อถึงเวลาส่งตัวเข้าหอ ผมเดินก้าวเข้าไปในห้องนอนใหญ่ด้วยหัวใจที่เต้นรัวและฝ่ามือที่เย็นเฉียบ ภายในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของตัวเอง กลิ่นหอมจางๆ ของกุหลาบป่าผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศ สร้างบรรยากาศที่ทั้งลึกลับและชวนให้ขนลุก

คุณหญิงดารินทร์นั่งนิ่งสงบอยู่ตรงปลายเตียงขนาดคิงไซส์ เธอยังคงสวมชุดแต่งงานลูกไม้สีขาวหรูหรากรุยกราย ใบหน้าของเธอถูกบดบังไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนหนา ทำให้ผมมองไม่เห็นสีหน้าหรือแววตาของเธอเลย

เมื่อผมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เธอค่อยๆ เอื้อมมือที่สวมถุงมือลูกไม้ไปหยิบบางอย่างออกมาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง

“ขอบใจนะนนท์… ที่ยอมแต่งงานกับฉัน” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ ราวกับเสียงของหญิงชราที่เหนื่อยล้า “นี่คือของขวัญสำหรับความจริงใจและความภักดีของเธอ”

เธอยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะมาให้ผม

มือของผมสั่นเล็กน้อยขณะรับมันมา และเมื่อผมเปิดซองออกดู ดวงตาของผมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภายในซองนั้นมีโฉนดที่ดินหลายแปลงในย่านทำเลทองใจกลางสุขุมวิทและสาทร พร้อมด้วยสมุดบัญชีเงินฝากที่มีตัวเลขหลายสิบล้าน และกุญแจรถยนต์หรูสปอร์ตเปิดประทุนป้ายแดงมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท!

“ค… คุณหญิงครับ ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ… ทรัพย์สินพวกนี้มันมีมูลค่ามากมายเกินไป ผมมาที่นี่เพื่อตอบแทนพระคุณ ไม่ได้มาเพื่อกอบโกยสมบัติของคุณหญิงนะครับ” ผมรีบปฏิเสธเสียงหลง

“ตอนนี้เธอเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉันแล้วนนท์ ทรัพย์สินพวกนี้เป็นสิทธิ์ของเธอ… รับมันไว้เถอะ”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางความเงียบงันที่โรยตัวลงมาจนน่าอึดอัด ก่อนที่เธอจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลัง

“ตอนนี้… เธอพร้อมจะทำหน้าที่สามีของฉันแล้วหรือยัง?”

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นความประหม่า พลางเตือนสติตัวเองถึงคำสาบานที่ให้ไว้ ว่าผมจะให้เกียรติและปรนนิบัติดูแลเธออย่างดีที่สุด ไม่ว่าเธอจะมีอายุเท่าไร ร่างกายจะเหี่ยวย่นโรยรา หรือรูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแค่ไหนก็ตาม

ผมตัดสินใจคุกเข่าลงบนพรมเปอร์เซียตรงหน้าเธออย่างนอบน้อม ค่อยๆ ยื่นมือไปประคองจับชายกระโปรงลูกไม้ตัวยาวฟูฟ่องขึ้นอย่างเบามือ เพื่อหวังจะช่วยถอดรองเท้าส้นสูงที่รัดแน่นให้เธอได้พักผ่อน

แต่ทว่า… ในวินาทีที่ผมเลิกชายกระโปรงขึ้นมาจนพ้นระดับหัวเข่า… โลกทั้งใบของผมก็คล้ายจะหยุดหมุน หัวใจที่เคยเต้นแรงกลับกระตุกวูบและแทบจะหยุดเต้นลงในทันที!

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผม… ไม่ใช่เรียวขาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ไม่ใช่ผิวหนังที่หย่อนคล้อย จุดด่างดำ หรือร่องรอยของสังขารที่โรยราตามวัยหกสิบปีเลยแม้แต่น้อย!

ภายใต้กระโปรงลูกไม้นั้น คือเรียวขาที่เรียวยาว ขาวผุดผ่อง เนียนละเอียด และกระชับตึงเต่งตึงไร้ที่ติราวกับผิวพรรณของหญิงสาววัยแรกแย้มอายุยี่สิบต้นๆ! มันไม่มีทาง… ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดที่นี่จะเป็นสรีระของผู้หญิงอายุ 60 ปี!

ผมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ปล่อยมือจากชายกระโปรงทันที ร่างของผมถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณจนเกือบล้มลงไปนั่งกองกับพื้นห้อง ดวงตาของผมเบิกโพลง จ้องมองร่างในชุดเจ้าสาวตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนกและสับสนจนถึงขีดสุด

“ค… คุณเป็นใคร! คุณไม่ใช่คุณหญิงดารินทร์ใช่ไหม!” เสียงของผมสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่

หญิงสาวในชุดเจ้าสาวค่อยๆ ยกมือขึ้น… และดึงผ้าคลุมหน้าที่บดบังใบหน้าของเธอออกช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนอันตรายในคฤหาสน์กลางหุบเขา เผยให้เห็นรอยยิ้มปริศนาและความลับที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *