ใบหย่าและแผนการล้างแค้นอันแยบยลของภรรยาผู้แสนดี ได้ฉีกกระชากชีวิตเก้าปีของผมจนพังทลายไร้ชิ้นดี!
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่ของวันเสาร์สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบลงบนปลายเตียงขนาดคิงไซส์ภายในห้องนอนหรูเพนท์เฮาส์ใจกลางเมือง ผมยืนถือแก้วกาแฟกรุ่นๆ มองภาพของ ‘ณิชา’ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนมุมปากของผมด้วยความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะ ผมมีพร้อมทุกอย่างในชีวิต หน้าที่การงานที่พุ่งทะยานสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ทรัพย์สินมหาศาล และที่สำคัญ ผมมีโลกสองใบที่ผมคิดว่าผมสามารถสับเปลี่ยนและควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ โลกใบแรกคือ ‘รัสรินทร์’ ภรรยาผู้แสนดี เรียบร้อย เชื่อฟัง และไม่เคยตั้งคำถามใดๆ ตลอดเก้าปีของการแต่งงาน ส่วนโลกอีกใบคือณิชา ชู้รักที่เติมเต็มความเร่าร้อนและสีสันให้กับชีวิต
ผมยกกาแฟขึ้นจิบ พลางคิดว่าจะพารัสรินทร์ไปทานข้าวมื้อค่ำเพื่อชดเชยที่ผมอ้างว่าต้องไป ‘สัมมนาต่างจังหวัด’ เมื่อสามวันก่อน แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนไอส์แลนด์ในครัวก็กรีดร้องขึ้น ผมเหลือบมองหน้าจอที่ปรากฏชื่อ ‘ทนายประภพ’ ทนายความประจำตระกูลและที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัท ผมกดรับสายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามปกติ
“สวัสดีครับทนาย มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าถึงโทรมาแต่เช้าวันหยุดแบบนี้”
“คุณกฤตครับ…” น้ำเสียงของทนายประภพแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างประหลาด “เรื่องการจดทะเบียนหย่าของคุณกับคุณรัสรินทร์ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานช่วงบ่ายนะครับ ตอนนี้เอกสารการโอนถ่ายสินสมรสและสิทธิขาดในบริษัทตามข้อตกลง มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ”
แก้วกาแฟในมือของผมร่วงหล่นลงพื้นกระแทกกระเบื้องหินอ่อนจนแตกกระจาย กาแฟสีเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพรมราคาแพง แต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย ลมหายใจของผมสะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“ทนายพูดบ้าอะไร! หย่าอะไร! ผมไปจดทะเบียนหย่าตอนไหน แล้วโอนทรัพย์สินอะไรกัน ผมกับรินเรายังรักกันดี! คุณโทรผิดคนแล้วมั้ง!” ผมตวาดลั่นจนเสียงแหบพร่า
“ผมไม่ได้โทรผิดครับคุณกฤต” ทนายประภพถอนหายใจยาว “คุณจำเอกสารปึกใหญ่ที่คุณรัสรินทร์เอาไปให้คุณเซ็นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยบอกว่าเป็นเอกสาร ‘ปรับโครงสร้างหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี’ ได้ไหมครับ? เอกสารชุดนั้น… ความจริงแล้วคือหนังสือสัญญาหย่าที่ระบุเงื่อนไขการแบ่งสินสมรส และหนังสือมอบอำนาจให้คุณรัสรินทร์เป็นตัวแทนในการจัดการจดทะเบียนหย่าแต่เพียงผู้เดียว โดยใช้ข้อกฎหมายที่ระบุว่าคุณยินยอมยกทรัพย์สินสภาพคล่องทั้งหมดและหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทให้กับเธอ เพื่อชดเชยค่าเสียหาย… คุณเซ็นมันไปครบทุกหน้า ทุกจุด โดยที่คุณไม่ได้อ่านมันเลยด้วยซ้ำครับคุณกฤต”
ขาทั้งสองข้างของผมอ่อนระทวยจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้สตูล ภาพความทรงจำเมื่อเดือนที่แล้วฉายชัดเข้ามาในหัว เช้าวันนั้นรัสรินทร์ยืนชงกาแฟให้ผมด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเหมือนทุกวัน เธอวางแฟ้มเอกสารตรงหน้าผม พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า ‘รินให้ทนายจัดการเรื่องปรับโครงสร้างภาษีบริษัทของเราเรียบร้อยแล้วนะคะ พี่กฤตเซ็นตรงแท็บสีแดงได้เลยค่ะ จะได้รีบไปทำงาน’ และด้วยความประมาท ผนวกกับความไว้ใจที่ผมมีต่อผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นเพียงแม่บ้านที่ดูหัวอ่อนมาตลอดเก้าปี ผมจึงจรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบออกไปหาณิชา
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เธอจะทำแบบนั้นทำไม!” ผมตะโกนถามอย่างคนเสียสติ
“คุณกฤตครับ… คุณรัสรินทร์รู้เรื่องของคุณกับคุณณิชามานานกว่าแปดเดือนแล้วครับ” คำพูดของทนายเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของผม “เธอจ้างนักสืบเอกชนมืออาชีพตามเก็บหลักฐานทุกอย่าง ทั้งรูปถ่าย คลิปวิดีโอ สลิปการโอนเงินที่คุณซื้อคอนโดนี้ให้คุณณิชา ตั๋วเครื่องบินที่คุณแอบพาชู้รักไปเที่ยวต่างประเทศ… คุณรัสรินทร์มีทุกอย่างอยู่ในมือชนิดที่คุณดิ้นไม่หลุด ถ้าเธอฟ้องหย่า คุณจะเสียชื่อเสียงและพังพินาศในวงการธุรกิจทันที แต่เธอเลือกที่จะใช้ความเงียบ… เธอค่อยๆ วางแผนทุกขั้นตอนอย่างเลือดเย็น ปิดบัญชีธนาคารร่วม โยกย้ายเงินสดเข้าบัญชีต่างประเทศของเธอ และใช้ความชะล่าใจของคุณ หลอกให้คุณเซ็นยกทุกอย่างให้เธออย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
“ผมจะฟ้องร้อง! ผมจะอายัดทรัพย์สินทุกอย่าง!” ผมคำรามด้วยความโกรธและหวาดกลัวที่พุ่งทะลุขีดสุด
“มันสายไปแล้วครับคุณกฤต” ทนายประภพตัดบท “คุณรัสรินทร์ขายหุ้นในส่วนของเธอให้กับกลุ่มทุนต่างชาติไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น เงินหลายร้อยล้านถูกโอนออกนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว เธอยกเลิกเบอร์โทรศัพท์ ปิดโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และเดินทางออกนอกประเทศไปแล้วเมื่อคืนนี้… เธอทิ้งข้อความสุดท้ายฝากผมมาบอกคุณแค่ว่า ‘ขอบคุณสำหรับบทเรียนเก้าปี ขอให้สนุกกับเศษซากชีวิตที่เหลืออยู่’ ครับ”
สายถูกตัดไปแล้ว แต่ผมยังคงถือโทรศัพท์ค้างไว้แนบหู มือของผมสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ผมลุกขึ้นยืน ก้าวเดินสะเปะสะปะราวกับคนตาบอด ผมหยิบกุญแจรถและขับรถพุ่งทะยานออกจากคอนโดของณิชา มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ผมเคยใช้ชีวิตร่วมกับรัสรินทร์
เมื่อผมเปิดประตูบ้านเข้าไป ความมืดและความเงียบงันระดับที่ทำให้หูอื้อก็พุ่งเข้าชนผม บ้านที่เคยอบอุ่น บ้านที่เคยมีกลิ่นอาหารเช้าและรอยยิ้มของภรรยา บัดนี้ว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์ยังคงอยู่ครบ แต่สิ่งที่หายไปคือ ‘ร่องรอยการมีอยู่ของรัสรินทร์’ กรอบรูปแต่งงานที่เคยแขวนอยู่บนผนังถูกปลดออกเหลือเพียงรอยตะปู เสื้อผ้าในตู้ฝั่งของเธอว่างเปล่า เครื่องสำอางในห้องน้ำหายไปหมดเกลี้ยง ไม่มีจดหมายตัดพ้อ ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีการทำลายข้าวของให้ดูเป็นเรื่องดราม่า มีเพียงความสลัดทิ้งอย่างเด็ดขาดและเลือดเย็นที่สุด
ผมทรุดตัวลงคุกเข่ากลางห้องนอนที่เงียบงัน น้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความสูญเสียไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ ผมเคยคิดเสมอว่ารัสรินทร์เป็นผู้หญิงที่จืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีพิษมีภัย ผมหลงระเริงคิดว่าความฉลาดและความมั่งคั่งของผมจะสามารถเหยียบย่ำและสวมเขาให้เธอได้ตลอดไปโดยที่เธอไม่มีวันรู้ทัน แต่ผมลืมไปสนิทเลยว่า ก่อนที่รัสรินทร์จะยอมถอยหลังมาเป็นแม่บ้านให้ผม เธอเคยเป็นผู้บริหารระดับแนวหน้าที่เก่งกาจและเฉียบขาดมากแค่ไหน
เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสายจากณิชา ชู้รักที่เพิ่งตื่นนอน เธอโทรมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“พี่กฤตขา หายไปไหนคะ ณิชาตื่นมาไม่เจอ ทำข้าวเช้าให้ณิชาด้วยน้า”
ผมฟังเสียงนั้นแล้วกลับรู้สึกขยะแขยงและว่างเปล่าอย่างถึงที่สุด ผู้หญิงที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผู้ชายที่เธอกำลังออดอ้อน บัดนี้ไม่เหลือทรัพย์สินสภาพคล่อง ไม่เหลือหุ้นในบริษัทที่ตัวเองสร้างมา และกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความล้มละลายทางสถานะอย่างย่อยยับ
ผมเพิ่งได้เรียนรู้ในวินาทีนี้เองว่า เสียงกรีดร้อง ด่าทอ หรือการอาละวาดทุบตีของภรรยาที่จับได้ว่าสามีนอกใจนั้น… ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสิ่งที่อันตรายและทรงอานุภาพที่สุดในการชำระแค้นของผู้หญิงที่รักแท้แต่ถูกหักหลัง คือ ‘ความเงียบงัน’ การที่เธอสามารถยิ้มให้ผม ชงกาแฟให้ผม ดมกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงอื่นบนเสื้อของผมโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยตลอดแปดเดือนเต็ม เพื่อรอคอยจังหวะที่จะลงดาบปลิดชีพผมในดาบเดียว
การที่ผมประเมินความเด็ดขาดของรัสรินทร์ต่ำเกินไป คือความผิดพลาดที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต… และมันเป็นราคาที่ผมจะต้องทนชดใช้ด้วยความเจ็บปวดและความสูญเสียไปตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.
