น้ำตาเด็กกำพร้า: ถูกแม่เลี้ยงใจมารตะเพิดพ้นบ้านในวัย 18

หอบเงินก้อนสุดท้ายของแม่ไปซื้อบ้านไม้ผุพังราคาหมื่นบาท… ก่อนต้องช็อกตาค้างเมื่อรื้อพื้นกระดานแล้วพบ ‘ความลับใต้ดิน’ ที่พลิกชะตาชีวิตและลากคอคนชั่วมาคุกเข่าแทบเท้า!

ท้องฟ้าในค่ำคืนนั้นมืดมิดและหนาวเหน็บ เสียงพายุฝนโหมกระหน่ำราวกับเป็นเสียงสะอื้นของสวรรค์ที่กำลังเวทนาโชคชะตาของ ‘ตะวัน’ เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ผู้ซึ่งเพิ่งสูญเสียความอบอุ่นสุดท้ายในชีวิตไป ตะวันยืนก้มหน้าท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด หน้าประตูรั้วบ้านหลังใหญ่ที่เขาเคยเรียกว่า ‘บ้าน’ เบื้องหน้าของเขาคือ ‘รัชนี’ แม่เลี้ยงใจมารที่ยืนกอดอกเชิดหน้า แสยะยิ้มด้วยความสะใจ โดยมี ‘สมศักดิ์’ ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของตะวัน ยืนหลบมุมอยู่ด้านหลัง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหรือเอ่ยปากปกป้องสายเลือดของตัวเอง

“จำเอาไว้นะไอ้ตะวัน! วันนี้แกอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ตามกฎหมายถือว่าบรรลุนิติภาวะ แกไม่มีสิทธิ์มาเกาะฉันกับพ่อแกกินอีกต่อไป! ฉันไม่ใช่แม่แก และบ้านหลังนี้ก็ไม่มีพื้นที่ให้ขยะอย่างแกซุกหัวนอน ไสหัวออกไปให้พ้น แล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!” เสียงตวาดของรัชนีแหลมปรี๊ด แข่งกับเสียงฟ้าร้อง

“พ่อครับ… พ่อจะปล่อยให้เขาไล่ผมออกจากบ้านจริงๆ หรือครับ พ่อลืมไปแล้วหรือว่าบ้านหลังนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของแม่มาลัยกับพ่อที่สร้างมาด้วยกัน…” ตะวันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลอาบแก้ม

แต่สมศักดิ์กลับหันหลังหนี “แกโตแล้วนะตะวัน ออกไปหาเลี้ยงตัวเองเถอะ พ่อไม่อยากมีปัญหากับน้ารัชนีเขา ไปซะเถอะ…”

คำพูดของพ่อแท้ๆ เปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางขั้วหัวใจ ตะวันกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่านับตั้งแต่ ‘แม่มาลัย’ ป่วยหนักและเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน พ่อก็พาผู้หญิงใจร้ายคนนี้เข้ามาฮุบสมบัติทุกอย่าง รัชนีบังคับให้ตะวันนอนในห้องเก็บของแคบๆ ให้กินเศษอาหารเหลือทิ้ง และใช้งานเขาเยี่ยงทาส ตะวันอดทนมาตลอดเพื่อรอให้ถึงวันที่เขาจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ และวันนี้… วันที่เขาถูกอัปเปหิออกจากบ้านอย่างหมูอย่างหมา เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันหันหลังกลับมาขอความเมตตาจากคนพวกนี้อีก!

ตะวันหันหลังเดินฝ่าพายุฝนออกไปอย่างโดดเดี่ยว ทรัพย์สินติดตัวของเขามีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุดในกระเป๋าเป้ และ ‘กล่องเหล็กขึ้นสนิม’ ใบเล็กๆ ที่แม่มาลัยแอบยัดใส่มือเขาก่อนสิ้นใจ พร้อมกับคำสั่งเสียสุดท้ายว่า ‘เก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้ในยามที่ลูกไม่เหลือใครนะตะวัน แม่รักลูกนะ…’

เมื่อเดินมาถึงศาลาพักผู้โดยสารริมทางที่เปลี่ยวร้าง ตะวันเปิดกล่องเหล็กใบนั้นออกด้วยมือที่สั่นเทา ภายในมีธนบัตรร้อยบาทและพันบาทเก่าๆ ที่ถูกพับอย่างทะนุถนอม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000 บาทถ้วน นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายหยดสุดท้ายของแม่ที่ทิ้งไว้ให้เขาเป็นทุนรอน

รุ่งเช้า ตะวันเดินเท้าเข้าไปในตัวอำเภอที่ห่างไกล เขาต้องการหาที่ซุกหัวนอนที่ถูกที่สุด เพื่อตั้งหลักชีวิต ระหว่างที่เดินผ่านตึกแถวเก่าๆ เขาบังเอิญได้ยินนายหน้าค้าที่ดินกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด

“โธ่เว้ย! ไอ้ที่ดินตาบอดท้ายหมู่บ้านรกร้างนั่น ขายยังไงก็ไม่ออก! มีแต่เศษซากบ้านไม้ผุพัง ผีหลอกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครมันจะไปบ้าซื้อวะ! ถ้ามีใครกำเงินสดมาหมื่นนึงตอนนี้ ฉันยอมโอนขายทิ้งให้จบๆ ไปเลย!”

ตะวันหูผึ่ง เขารีบพุ่งเข้าไปหานายหน้าคนนั้นทันที “พี่ครับ… ผมมีเงินหนึ่งหมื่นบาท ผมขอซื้อบ้านไม้หลังนั้นได้ไหมครับ!”

นายหน้ามองเด็กหนุ่มมอมแมมตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นธนบัตรหนึ่งหมื่นบาทในมือของตะวัน ความโลภก็บังเกิด เขารีบทำสัญญาโอนสิทธิ์ที่ดินผืนเล็กๆ ขนาด 50 ตารางวา พร้อมซากบ้านไม้ผุพังให้ตะวันทันทีเพื่อปัดสวะให้พ้นตัว

เมื่อตะวันเดินทางมาถึงบ้านใหม่ของเขา เขาก็แทบจะถอนหายใจ มันไม่ใช่บ้าน แต่มันคือ ‘ซากปรักหักพัง’ หลังคาสังกะสีเป็นรูโหว่ ฝาผนังไม้หลุดรุ่ย พื้นกระดานไม้สักเก่าๆ ผุพังจนแทบจะเหยียบไม่ได้ รอบบ้านเต็มไปด้วยหญ้าคาและเถาวัลย์รกชัฏ แต่นี่คือสมบัติชิ้นเดียวที่เขาซื้อมาด้วยเงินของแม่ ตะวันไม่ย่อท้อ เขาเริ่มลงมือถางหญ้า ทำความสะอาด และหาเศษไม้มาซ่อมแซมรอยรั่วอย่างขะมักเขม้น

คืนนั้น พายุฝนตกลงมาอีกระลอก น้ำฝนสาดเข้ามาทางรอยแตกของพื้นกระดานที่ผุพัง ตะวันพยายามจะเอาแผ่นไม้อัดเก่าๆ ไปปิดทับ แต่ด้วยความมืดและสภาพไม้ที่เปื่อยยุ่ย เมื่อเขาทิ้งน้ำหนักตัวลงไป กร๊อบ! แผ่นกระดานไม้สักโบราณตรงมุมห้องก็หักดังลั่น ร่างของตะวันทรุดฮวบตกลงไปกระแทกกับพื้นดินใต้ถุนบ้าน!

“โอ๊ย!” ตะวันร้องครางด้วยความเจ็บปวด เขาคลำหาไฟฉายกระบอกเล็กที่ซื้อติดตัวมาเปิดดู เพื่อจะประเมินความเสียหายของพื้นบ้าน

แต่เมื่อแสงไฟฉายสาดส่องลงไปบนพื้นดินใต้ถุนที่เขาตกลงมา… สายตาของเด็กหนุ่มก็ต้องสะดุดเข้ากับ ‘ห่วงเหล็กโบราณ’ ที่โผล่พ้นดินโคลนขึ้นมาเล็กน้อย!

ด้วยความสงสัย ตะวันใช้มือเปล่าค่อยๆ ตะกุยดินที่ชื้นแฉะรอบๆ ห่วงเหล็กนั้นออก ยิ่งขุดลึกลงไป หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นระทึก สิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดินไม่ใช่เศษขยะ แต่มันคือ ‘หีบไม้สักทองคำฝังมุก’ ขนาดใหญ่ที่มีลวดลายแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง สภาพของมันยังคงสมบูรณ์แบบราวกับถูกเก็บรักษาไว้ในห้องสุญญากาศ มีเพียงแม่กุญแจทองเหลืองรูปสิงห์ที่คล้องล็อกไว้อย่างแน่นหนา!

ตะวันใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เขารีบปีนขึ้นไปหยิบชะแลงงัดตะปูมางัดแม่กุญแจทองเหลืองนั้นด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

แกร๊ก!

กุญแจโบราณหลุดออก ตะวันกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาหีบไม้สักทองใบนั้นขึ้น แสงสว่างเจิดจ้าจากภายในหีบสะท้อนเข้าตาจนเขาต้องหรี่ตาลง…

“นี่มัน… อะไรกันเนี่ย!!” ตะวันอุทานเสียงหลง ร่างกายสั่นสะท้านไปทุกอณู!

ภายในหีบ ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันอัดแน่นไปด้วย ‘ทองคำแท่ง’ สลักตราสัญลักษณ์โบราณนับร้อยแท่ง ส่องประกายเหลืองอร่ามท้าทายสายตา! ข้างๆ กองทองคำ มีกล่องกำมะหยี่สีแดงที่บรรจุเครื่องเพชร เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเครื่องประดับพลอยทับทิมเม็ดโตมูลค่ามหาศาล และที่สำคัญที่สุด… บนกองสมบัติเหล่านั้น มี ‘จดหมายที่เขียนด้วยลายมือ’ และโฉนดที่ดินเก่าแก่ระบุชื่อ ‘เจ้าพระยาธำรงพานิช’ วางอยู่

ตะวันมือสั่นเทาขณะคลี่จดหมายฉบับนั้นออกอ่าน…

“ถึงทายาทผู้ถือครองหีบใบนี้… ข้าคือเจ้าพระยาธำรงพานิช คหบดีใหญ่แห่งพระนคร ที่ดินผืนนี้และบ้านไม้หลังนี้ คือเซฟเฮาส์ลับที่ข้าใช้ซ่อนสมบัติส่วนตัวจากภัยสงครามและการแย่งชิงในตระกูล สมบัติทั้งหมดในหีบใบนี้ ขอมอบให้แก่ ‘มาลัย’ หลานสาวคนเดียวที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลด้วยความอยุติธรรม หากมาลัยหรือทายาทของนางได้ค้นพบหีบใบนี้ จงใช้สมบัตินี้กอบกู้เกียรติยศ และสร้างชีวิตใหม่ให้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด…”

น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลทะลักออกจากดวงตาของตะวัน เขาเพิ่งรู้ความจริงในวินาทีนี้เองว่า แม่มาลัยของเขาไม่ใช่ผู้หญิงยากจนไร้หัวนอนปลายเท้า แต่ท่านคือทายาทสายตรงของคหบดีระดับประเทศที่ถูกกลั่นแกล้งจนต้องหนีมาตกระกำลำบาก! และการที่เขาใช้เงินก้อนสุดท้ายของแม่ บังเอิญมาซื้อบ้านผุพังหลังนี้… มันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือสายใยแห่งโชคชะตาที่แม่และบรรพบุรุษนำทางมาให้!

โฉนดที่ดินที่แนบมาในหีบ ไม่ได้มีแค่ที่ดินตาบอดผืนนี้ แต่ยังรวมถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำเลทองใจกลางเมืองกรุงเทพฯ อีกนับพันไร่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นย่านธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท!

ตะวันก้มลงกราบหีบสมบัติทั้งน้ำตา “แม่ครับ… คุณทวดครับ… ผมสัญญา ผมจะใช้สมบัติก้อนนี้ทวงคืนทุกอย่าง และจะไม่มีใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำชีวิตของผมได้อีกต่อไป!”

…

ห้าปีต่อมา…

ณ งานเปิดตัวโครงการ ‘ธำรง แกรนด์ เอสเตท’ อภิมหาโปรเจกต์คอนโดมิเนียมและศูนย์การค้าที่หรูหราที่สุดในประเทศ แสงแฟลชจากกองทัพนักข่าวสาดส่องไปที่เวทีกลาง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ ‘ประธานกรรมการบริหาร’ หนุ่มวัย 23 ปี ผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่

ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดแบรนด์ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) ก้าวขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี ใบหน้าที่หล่อเหลาและคมคายของเขาทำให้บรรดาไฮโซสาวต่างมองตาเป็นมัน เขาคือ ‘ตะวัน ธำรงพานิช’ อดีตเด็กกำพร้าที่นำทองคำโบราณไปแปลงเป็นทุน ต่อยอดทวงคืนที่ดินมรดก และสร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าแสนล้านได้สำเร็จภายในเวลาเพียงห้าปี!

ในขณะที่ชีวิตของตะวันพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ชะตากรรมของคนที่เคยทำร้ายเขากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าสมเพช

ความโลภและผีพนันเข้าสิง ‘รัชนี’ แม่เลี้ยงใจมาร เธอแอบเอาโฉนดบ้านและที่ดินของสมศักดิ์ไปค้ำประกันเงินกู้ในบ่อนกาสิโนจนหมดตัว เมื่อถูกแก๊งทวงหนี้ตามล่า รัชนีก็เชิดเงินก้อนสุดท้ายหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้ ‘สมศักดิ์’ ถูกเจ้าหนี้ซ้อมจนพิการ และถูกยึดบ้านจนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนคุ้ยขยะกินข้างถนน

และในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาบริเวณหน้าโรงแรมหรูที่จัดงานกาล่า สมศักดิ์ในสภาพสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ผมเผ้ารุงรัง และมีกลิ่นตัวเหม็นสาบ กำลังนั่งขอทานอยู่ริมฟุตบาท เขามองเห็นรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) คันยาวแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าพรมแดง บอดี้การ์ดนับสิบคนวิ่งเข้ามากางร่มและตั้งแถวต้อนรับ

เมื่อประตูรถเปิดออก ร่างสูงสง่าของประธานหนุ่มก็ก้าวลงมา สมศักดิ์เบิกตากว้างจนแทบถลน แม้เวลาจะผ่านไปห้าปี และเด็กหนุ่มจะเติบโตเป็นชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ แต่เค้าโครงหน้าของ ‘ตะวัน’ ลูกชายที่เขาเคยทอดทิ้งไปก็ยังคงชัดเจน!

“ต… ตะวัน! ตะวันลูกพ่อ!”

ความโลภและความหวังที่จะหลุดพ้นจากขุมนรกทำให้สมศักดิ์ลืมความละอาย เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งพรวดฝ่าวงล้อมของบอดี้การ์ดเข้าไปเกาะขากางเกงสูทราคาแพงของตะวัน!

“ปล่อยท่านประธานเดี๋ยวนี้นะไอ้ขอทาน!” บอดี้การ์ดร่างยักษ์ตะคอก เตรียมจะลากตัวชายแก่จอมสกปรกออกไป

แต่ตะวันยกมือขึ้นห้าม บอดี้การ์ดจึงยอมถอยออกไป ตะวันก้มหน้าลงมองชายแก่พิการที่กำลังคุกเข่ากอดขาเขาอยู่ แววตาของมหาเศรษฐีหนุ่มว่างเปล่า เย็นเยียบ ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ

“ตะวัน! นี่พ่อเองลูก! พ่อสมศักดิ์ไง! ลูกรวยขนาดนี้แล้ว ช่วยพ่อด้วยนะลูก นังรัชนีมันโกงพ่อ มันทิ้งพ่อให้เป็นขอทาน พ่อหิว พ่อไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว… พาพ่อกลับไปอยู่ด้วยนะลูก เราเป็นพ่อลูกกัน เลือดตัดกันไม่ขาดนะตะวัน!” สมศักดิ์ร้องไห้ฟูมฟาย พยายามบีบน้ำตาเรียกความสงสาร

ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาน่ากลัวจนสมศักดิ์สะดุ้ง

มหาเศรษฐีหนุ่มค่อยๆ ดึงขากางเกงออกจากการเกาะกุมอย่างรังเกียจ เขาย่อตัวลงกระซิบข้างหูชายแก่ด้วยประโยคที่สมศักดิ์เคยใช้เมื่อห้าปีก่อน ประโยคที่กรีดลึกถึงกระดูกดำ!

“คุณลืมไปแล้วหรือครับ… ว่าเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ผมอายุ 18 คุณเป็นคนบอกเองว่าผมบรรลุนิติภาวะแล้ว… และบ้านของคุณก็ไม่มีพื้นที่ให้ขยะอย่างผมซุกหัวนอน”

สมศักดิ์หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เขามองหน้าลูกชายด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด

ตะวันยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเด็ดขาดที่สุด “ผู้ชายที่ชื่อสมศักดิ์ ตายไปจากความทรงจำของผมตั้งแต่วันที่เขายืนดูเมียใหม่ไล่ลูกตัวเองไปตายกลางพายุฝนแล้ว! สายเลือดเหรอ? หึ… เลือดของผมมีแค่ความสูงศักดิ์ของแม่มาลัยเท่านั้น ส่วนคุณ… มันก็แค่คนแปลกหน้าที่น่าสมเพช! รปภ.! ลากตัวขอทานคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าโรงแรมของฉัน อย่าให้เสนียดติดพรมแดง!”

สิ้นคำสั่ง บอดี้การ์ดสองคนก็เข้ามาหิ้วปีกสมศักดิ์ที่กำลังร้องไห้โหยหวนอย่างบ้าคลั่ง ลากตัวออกไปโยนทิ้งที่กองขยะในตรอกมืดมิด สมศักดิ์ทุบตีพื้นถนนด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินไป เขาเพิ่งรู้ตัวว่า เขาได้โยนเพชรเม็ดงามที่สุดในชีวิตทิ้งไป เพื่อแลกกับก้อนกรวดเน่าๆ อย่างรัชนี และผลกรรมที่เขาต้องรับ คือการนอนหนาวตายอย่างโดดเดี่ยวข้างกองขยะ โดยมองเห็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของลูกชายสว่างไสวอยู่บนยอดตึกระฟ้า

ตะวันหันหลังเดินเข้าสู่งานกาล่าด้วยความสง่างาม ทิ้งอดีตอันแสนเจ็บปวดไว้เบื้องหลังอย่างถาวร บทเรียนจากความโหดร้ายได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นพญาอินทรีที่แข็งแกร่ง บ้านไม้ผุพังราคาหมื่นบาทในวันนั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงพระคุณของแม่และบรรพบุรุษ เป็นเครื่องเตือนใจที่ล้ำค่าที่สุดว่า… โชคชะตาอาจเล่นตลกให้เราตกต่ำถึงขีดสุด แต่มนุษย์ที่มี ‘หัวใจที่ไม่ยอมแพ้’ ย่อมสามารถพลิกชะตาฟ้า และสร้างปาฏิหาริย์ให้ตัวเองผงาดขึ้นเป็นผู้ชนะได้อย่างสง่างามตลอดกาล.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *